โรคหลงผิด

โรคหลงผิด

โรคหลงผิด
โรคหลงผิด delusional disorder

โรคหลงผิด (เดลินิวส์)
โดย : นวพรรษ บุญชาญ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ ” โรคหลงผิด ” ซึ่งเป็นความผิดปกติทางจิตเวชกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่ามีอาการอย่างไร เป็นอันตรายหรือไม่ แล้วจะรักษาอย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ไพฑูรย์ สมุทรสินธุ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า โรคหลงผิด เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ที่คนไข้มีการหลงผิดคิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคทางกายบางอย่าง บางทีก็หลงผิดคิดว่ามีคนปองร้าย หรือหลงผิดคิดว่าภรรยา หรือคู่สมรสมีชู้ ส่วนใหญ่อาการหลงผิดจะเป็นลักษณะนี้ สาเหตุของโรคเกิดจากสารสื่อประสาทในสมอง หรือ สารโดปามีน เสียสมดุลไป

การจะบอกว่าเป็น โรคหลงผิด หรือไม่ คงต้องให้จิตแพทย์วินิจฉัย เพราะบางคนอาจจะไม่ถึงขั้นเป็น โรคหลงผิด ก็ได้ อาจแค่วิตกกังวล แต่ถ้าเป็น โรคหลงผิด หมอตรวจวินิจฉัยร่างกายยืนยันอย่างไรก็ไม่เชื่อ คนไข้ก็จะตระเวณเปลี่ยนหมอรักษาไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นแค่วิตกกังวลหมอตรวจแล้วเขาจะเชื่อ โรคหลงผิดจึงเป็นความเชื่อที่ติดแน่น คำอธิบายคงช่วยอะไรไม่ได้

โรคหลงผิด นี้ต้องใช้ยารักษา ส่วนใหญ่รักษาแล้วอาการจะดีขึ้น คนไข้ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เวลาเป็น ปีๆ เช่นกัน เมื่ออาการหลงผิดดีขึ้นใน 6 เดือน หรือ 1 ปี แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลงไปเรื่อยๆ บางคนอาจหยุดยาได้ แต่บางคนอาจต้องกินยาคุมอาการเอาไว้

คนไข้ที่มารักษาส่วนใหญ่ญาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่ทราบเรื่องจะพามา แต่เมื่อคนไข้รักษาแล้วอาการดีขึ้น ภายหลังมีอาการกำเริบอีก คนไข้อาจสมัครใจมาพบแพทย์ด้วยตัวเอง

ถามว่า โรคหลงผิด อันตรายหรือไม่ ก็อาจจะอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้าง เช่น ระแวงภรรยา หรือคู่สมรสมีชู้ อาจมีการลงมือทำร้ายกัน ถ้าหลงผิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคทางกาย อาจจะทำให้คนไข้เจ็บเนื้อเจ็บตัว ไปตรวจร่างกายด้วยวิธีทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด หรือส่องกล้อง เป็นต้น

ข้อแนะนำสำหรับคนรอบข้าง คือ อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเขามีอาการหลงผิด แม้บางคนอาจจะแปลกไปจากเดิมบ้าง ต้องค่อยๆ ชวนเขาไปพบจิตแพทย์ ไม่ใช่พาเขาไปพบแล้วบอกเขาว่ามีอาการหลงผิด ต้องพูดทำนองว่า เมื่อเธอไม่สบายใจเรื่องนี้ กลุ้มใจเรื่องนี้ไปคุย ไปปรึกษาจิต แพทย์ดีมั้ย จะได้สบายใจขึ้น คือ คนรอบข้างต้องไม่คล้อยตาม หรือขัดแย้ง ถ้าไปบอกว่าเธอเป็นโรคจิต เป็นบ้านะ แบบนี้คนไข้จะเกิดการต่อต้านแน่นอน บางคนอาจจะเป็นแค่วิตกกังวลเฉยๆ ก็ได้ พอพาไปตรวจกับแพทย์แล้วได้รับคำอธิบายหายกังวล

ท้ายนี้ขอเรียนว่า โรคหลงผิด มิใช่ความผิดหรือความเลวร้าย คนรอบข้าง โดยเฉพาะญาติควรเข้าใจ เพราะถ้ารู้สึกรำคาญหรือเพิกเฉย จะทำให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ช้า ส่วนผลการรักษาจะได้แค่ไหนก็ต้องมาดูกันอีกที

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

บูลิเมีย อนอเร็กเซีย ภาพหลอนของคนกลัวอ้วน

บูลิเมีย อนอเร็กเซีย ภาพหลอนของคนกลัวอ้วน

บูลิเมีย
โรคบูลิเมีย อนอเร็กเซีย Bulimia Anorexia

บูลิเมีย อนอเร็กเซีย ภาพหลอนของคนกลัวอ้วน (Health & Cuisine)

หุ่นดีเหมือนนางแบบ ดูจะเป็นคำชมที่สร้างความพึงพอใจให้กับสาวๆ ยุคนี้ไม่น้อย เพราะเมื่อเปิดโทรทัศน์หรือแมกกาซีนแล้วพบว่า นางแบบตัวจริงส่วนใหญ่มักเป็นสาวน้อยหุ่นเพรียวลม และรูปร่างเช่นนี้ได้กลายเป็นต้นแบบแห่งความงามที่หลายคนใฝ่ฝัน บางคนยอมทรมานร่างกายด้วยการอดอาหาร จนเป็นสาเหตุของโรคกลัวอ้วน บูลิเมียและอนอเร็กเซีย สองโรคอันตรายของคนอยากสวย

บูลิเมีย เป็นโรคในกลุ่มของอาการผิดปกติในการกิน (Eating Disoder) ส่วนใหญ่พบในหญิงสาวช่วงวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 14-15 ไปจนถึง 30 ปี ประวัติศาสตร์การแพทย์มีการค้นพบโรคนี้ครั้งแรก ในกลุ่มของนักบัลเล่ต์ เมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 แต่ปัจจุบันโรคนี้แพร่หลายในกลุ่มผู้หญิงรักสวยรักงาม ในสังคมที่มีความเป็นอยู่แบบตะวันตก ส่วนคนไข้รายแรกๆ ในเมืองไทยเป็นกลุ่มของหญิงสาวที่มีอาชีพนางแบบ ดารา เพราะต้องใช้รูปร่างเพื่อพรีเซนต์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย

สาเหตุหลักของ บูลิเมีย เกิดจากค่านิยมเรื่องความอ้วนผอมเป็นสำคัญ แต่มีการศึกษาพบว่ายังมีสาเหตุร่วมอื่นๆ อีก เช่น ผลจากกรรมพันธุ์ มีการศึกษาพบว่าแม่ที่เป็นบูลิเมียมีโอกาสถ่ายทอดไปถึงลูกสาวได้ และระดับของสารเคมีในเซลล์สมอง พบว่าผู้ป่วยที่มีระดับของฮอร์โมนซีโรโทนินในสมองต่ำกว่าคนปกติ อาจทำให้สูญเสียประสิทธิภาพควบคุมการกินอาหาร

ผู้ป่วยบูลิเมีย มักอยากกินอาหารในทันทีแบบที่บังคับตัวเองไม่ได้ ทำให้กินมากเกินไป แล้วจึงกินยาถ่ายหรือล้วงคอให้อาเจียนเพราะกลัวอ้วน ก่อให้เกิดอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ประจำเดือนไม่มา เครียดกังวล ซึมเศร้า อีกทั้งการใช้ยาระบายและทำให้อาเจียนเป็นประจำ ทำให้เกิดความผิดปกติกับไต กระเพาะปัสสาวะ อาการขาดน้ำและปัญหาการไหลเวียนของเลือด แต่ผู้มีความผิดปกติในการกินมักไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ไม่สนใจอาการที่เกิดขึ้นและมักพยายามหาทางปิดบังผู้อื่นเกี่ยวกับความผิดปกติของตน การรักษาด้วยตัวเองจึงไม่ได้ผล ต้องอาศัยบุคคลใกล้ชิดช่วยดูแลและสร้างแรงจูงใจ

ส่วน อนอเร็กเซีย หรือ อนอเร็กเซีย เนอโวซ่า (Anorexia Nervosa) เป็นโรคของความผิดปกติในการกินเช่นเดียวกัน ผู้ป่วยจะมีปัญหาทางด้านจิตใจ มักรู้สึกว่าหากควบคุมการกินอาหารของตัวเองได้ ก็จะสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ ทำให้ร่างกายผ่ายผอมมากเนื่องจากพยายามลดอาหารและออกกำลังมากเกินไป มักเกิดในวัยรุ่นผู้หญิงอีกเช่นกัน อาการที่เด่นชัดคือพยายามอดอาหารหรือกินให้น้อยที่สุด เพราะรู้สึกมีปมด้อย ไม่พึงพอใจเรื่องรูปร่างของตนเอง

อาการของโรคในช่วงแรก คือ เด็กผู้หญิงมักประจำเดือนขาด ชอบชั่งน้ำหนักตัวบ่อยๆ วิตกกังวลเรื่องน้ำหนักตัวเกินเหตุ เลือกกินมากขึ้น ชอบคะยั้นคะยอให้คนอื่นกินแทน น้ำหนักตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ และหมกมุ่นอยู่กับการออกกำลังกายให้มากที่สุดแต่กินให้น้อยที่สุด บางรายพยายามล้วงคออาเจียนเอาอาหารที่กินเข้าไปออกมา บังคับตัวเองให้อดอาหารน้ำหนักลดลงมาเรื่อยๆ จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวน การเจริญเติบโตชะงักงัน ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

หากคุณค้นพบว่าตัวเองเริ่มมีแนวโน้มความผิดปกติเรื่องการกินอาหาร  พึงปฏิบัติดังนี้

 กินเป็นมื้อและกินให้อิ่ม หาความสุขระหว่างมื้ออาหาร ด้วยการผ่อนคลายในบรรยากาศสบายกับเพื่อนฝูง ครอบครัว

 อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง ความเบื่อหน่ายและความเหงา เมื่ออยู่คนเดียวอาจทำให้คุณหยิบอะไรใส่ปากโดยไม่รู้สึกหิว และหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป

 ควรหาคนพูดคุยระบายความรู้สึก การเก็บกดอารมณ์โกรธและความคับข้องใจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คุณกินเกินพอดี

 ควรให้รางวัลตัวเองด้วยการกินของโปรดประเภทช็อกโกแลต ขนมหวาน เป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้รู้สึกเก็บกดกับของต้องห้ามเหล่านี้จนเกินไป

 ไม่ควรตุนของกินเล่นที่มีแคลอรี่สูงไว้ที่บ้าน

 ไม่ควรกินของเล่นระหว่างมื้ออาหาร

 ไม่ควรใช้ยาระบาย หรือล้วงคอให้อาเจียน การกินตามตามใจปากมากเกินไป มีผลร้ายน้อยกว่าการอาเจียนและการใช้ยาระบาย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ทำความรู้จัก โรคด่างขาว (vitiligo) ของ ไมเคิล แจ็คสัน กันเถอะ

ทำความรู้จักโรคด่างขาว (vitiligo) ของ ไมเคิล แจ็คสัน กันเถอะ  (คมชัดลึก)

การจากไปก่อนเวลาอันควร ด้วยวัยเพียง 50 ปี ของไมเคิล แจ็คสัน เจ้าของฉายา “ราชาเพลงป๊อป” ได้ทิ้งปริศนาเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะเรื่องของสีผิวที่เปลี่ยนจากดำเป็นขาว ถึงขั้นมีการตั้งสมมติฐานกันไปต่างๆ นานาว่า เขาใช้วิทยาการสมัยใหม่ ที่รวมถึงการฉีดสารบางอย่างเข้าไปด้วย

แม้เขาจะไปออกรายการของเจ้าแม่ทอล์ค โชว์  “โอปราห์ วินฟรีย์” เมื่อปี 2536 และบอกกับเธอว่า เขาไม่ได้ฟอกสีผิว มีคนบอกว่าเขาเกลียดสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งหมายถึงการเป็นคนผิวดำ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ เขาไม่คิดว่าการฟอกสีผิวจะมีในโลก แต่เขาเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “วิติลิโก้” หรือ โรคด่างขาว ส่วน วินฟรีย์ ได้บอกกับแจ็คสันว่า เธอได้ยินว่ามีครีมฟอกผิว แต่สำหรับแจ็คสัน ถ้าเขาสามารถขาวได้ขนาดนี้ เขาคงต้องใช้ครีมหมดไปถึง 3,000 แกลลอน อย่างแน่นอน

 วิติลิโก้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โรคด่างขาว” เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสีผิว จากการที่เซลส์ที่สร้างเม็ดสี (melanocytes) ถูกทำลายจนหายไป ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนแปลงจากสีปกติเป็นสีขาวมีขอบเขตชัด รอยขาวนี้จะมีหลายรูปแบบ เป็นวงเดียวหรือหลายวงก็ได้

 

โรคด่างขาว

ส่วนของร่างกายที่อาจพบรอยด่างขาวได้อย่างชัดเจน ก็คือ บริเวณที่เปิดเผย เช่น ใบหน้า คอ ตา รูจมูก, หัวนม, สะดือ และอวัยวะสืบพันธุ์ หรือบริเวณรอยพับ เช่น รักแร้ หรือขาหนีบ หรือรอยจากอาการบาดเจ็บ เช่น รอยถูกของมีคมบาด, รอยถลอก, รอยไหม้ และรอบๆ ไฝ และบางทีเส้นผมก็พลอยเปลี่ยนเป็นสีอ่อนตามไปด้วย รวมถึงขนตามร่างกาย, ขนคิ้วและขนตา ที่เรียกว่า “โปลิโอซิส” แต่บางทีอาจลุกลามถึงจอประสาทตา หรือ เรติน่า ด้วย

โรคนี้พบได้ในอย่างน้อย 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร พบได้ทั้งหญิงและชายในอัตราเท่าๆ กัน และทุกเชื้อชาติ แต่ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยทั้งหมด เริ่มเป็นเมื่ออายุ 10 – 30 ปี และ 1 ใน 5 พบว่า ผู้ป่วยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ และแม้ว่าคนที่เป็นโรคด่างขาวส่วนใหญ่จะมีสุขภาพดี แต่พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคอื่น เช่น เบาหวาน, ไธรอยด์ และโรคโลหิตจาง เพราะขาดวิตามินบี 12

 โรควิติลิโก หรือ โรคด่างขาว เกิดจากการทำลายตัวเซลส์สร้างสี ที่ผิวหนังเป็นหย่อมๆ ส่งผลให้ผิวหนังเกิดรอยขาวขึ้น ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด บางครั้งอาจมาจากการถูกแดดเผา หรือความเครียดทางอารมณ์ แต่ยังมีทฤษฎีอีก 3 ข้อ ที่เป็นไปได้ คือ

1. ระบบประสาท เชื่อว่า สารที่หลั่งมาจากปลายเซลส์ประสาท เป็นสารที่ทำลายเซลส์สร้างสีได้

2. กระบวนการสร้างสีของตัวเซลส์ สร้างสีเอง และเกิดสารพิษขึ้น กระบวนการได้ทำลายเซลส์
สร้างสีโดยอัตโนมัติ

3. ร่างกายสร้างสารต่อต้านเซลส์สร้างสีของตัวเอง จึงเกิดการทำลายเซลส์สร้างสี และเห็นเป็น
รอยขาว

ลักษณะของโรค เริ่มจากผื่นราบมีสีขาวคล้ายชอล์ค ขนาดตั้งแต่ 5 มิลลิเมตร จนถึงหลายเซ็นติเมตร รูปร่างกลมรี ถ้ามีการอักเสบขอบจะแดงชัด และนูนขึ้น อาจมีอาการคันด้วย คนที่มีผิวดำอาจเป็นโรควิติลิโกได้ทุกเวลา ในกรณีที่อาการร้ายแรงก็อาจถึงขั้นสูญเสียผิวเดิมไปเลยทั้งร่างกาย มีแต่ดวงตาเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนสี แต่ไม่อาจทำนายได้ว่า คนไหนจะอาการมากน้อยเพียงใด

 ผู้ป่วยโรควิติลิโก แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

1. ด่างขาวบริเวณเดียว (Focal type) มีจำนวนรอยขาววงเดียว หรือมากกว่า ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย มักเกิดในคนอายุน้อย

 2. รอยขาวเป็นกลุ่ม (Segmental type) มักเกาะกลุ่มเรียงกัน คล้ายเรียงไปตามเส้นประสาทอยู่ข้างเดียวกัน มักเกิดในคนอายุน้อย

3. รอยด่างขาวกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ทั่วไป (Vulgaris type) เป็นแบบที่พบมากที่สุด มักพบ ในผู้ใหญ่ และมักลามมากขึ้นเรื่อยๆ รักษาค่อนข้างยาก

  4. รอยขาวที่ปลายนิ้ว (Acrofacial type) มักเป็นที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า รอบริมฝีปาก พบในผู้ใหญ่และมักลามขึ้นเรื่อยๆ

 5. ด่างขาวเกือบทั้งตัว (Universal type) เป็นกระจายเกือบทั่วร่างกาย เหลือบริเวณสีปกติเพียงเล็กน้อย พบในผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่เป็นอุปสรรคด้านความสวยความงาม การหลีกเลี่ยงก็คือ ระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ มีรายงานด้วยว่า การเสียดสีของเสื้อผ้าและเครื่องประดับก็มีผลต่ออาการระคายเคืองเช่นกัน และที่สำคัญคือต้องปกป้องผิวหนังจากแสงแดด เนื่องจากผิวขาวจากรอยด่างขาว เมื่อถูกแสงอาทิตย์จะไม่กลายเป็นสีแทน แต่จะไหม้เกรียม ต้องสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายมิดชิด อย่าออกข้างนอกในช่วงที่แดดแรง หรืออาจใช้เครื่องสำอางช่วยอำพรางรอยด่าง โดยเฉพาะผิวหน้า และที่สำคัญคือต้องใช้เครื่องสำอางชนิดกันน้ำ

ผู้ป่วยมักทายาที่ผสมสเตียรอยด์ ที่บริเวณใบหน้าและลำคอ หรือใช้ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงาน และการแบ่งตัวของเซลส์สร้างสีเมื่อได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลต มีทั้งยากินและยาทา ผู้ป่วยอาจต้องตากแดดหรือฉายแสงในเวลาที่แพทย์กำหนด แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง หรือเป็นตุ่ม ถ้าไม่ระวังขนาดของยาและแสง

   และวิธีสุดท้ายคือการปลูกเซลล์สร้างสี ด้วยการลอกผิวหนังที่เป็นโรคทิ้ง นำผิวหนังที่มีเซลส์สร้างสีอยู่มาปลูกถ่ายแทน วิธีนี้ได้ผล แต่ทำได้ครั้งละไม่มากและต้องทำหลายครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

โรคหัวบาตร HYDROCEPHALUS หรือเด็กหัวแตงโม

โรคหัวบาตร HYDROCEPHALUS หรือเด็กหัวแตงโม

โรคหัวบาตร เด็กหัวแตงโม
โรคหัวบาตร

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก   twenty-four seven

หลังจากมีข่าวว่า แม่ของน้องฟ้า เด็กหญิงวัย 1 ขวบ 9 เดือน เข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณาให้ช่วยเหลือ หลังลูกสาวฉีดวัคซีนแล้วมีอาการเดินไม่ได้ จนแพทย์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงพบว่า สาเหตุที่น้องฟ้าเดินไม่ได้ ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีน แต่เพราะน้องฟ้าป่วยเป็น โรคหัวบาตร จึงไม่สามารถเดิน หรือยืนได้ ทั้งนี้ โรคหัวบาตร เป็นโรคที่เคยได้ยินชื่ออยู่บ่อยครั้ง แต่หลายคนยังไม่ทราบว่า โรคหัวบาตร คือโรคอะไร  วันนี้เราไปรู้จัก โรคหัวบาตร กันค่ะ

โรคหัวบาตร หรือ โรคโพรงน้ำในสมองขนาดใหญ่ (ไฮโดรเซฟฟาลัส -HYDROCEPHALUS) เป็นความผิดปกติที่มีน้ำในโพรงสมองมากเกินปกติ เนื่องจากท่อทางเดินน้ำหล่อสมองและไขสันหลังอุดตัน ทำให้น้ำที่อยู่ในสมองและไขสันหลัง ซึ่งปกติเป็นตัวคอยป้องกัน และหล่อเลี้ยงสมองไม่ให้กดทับกับส่วนกะโหลก เกิดคั่งจนท่วมอยู่ในสมอง จนความดันในช่องสมองมีสูง ดันได้ช่องสมองโตออกจนไปเบียดเนื้อสมอง และดันกะโหลกศีรษะให้โตออก จนมีขนาดใหญ่ผิดปกติ

 ทั้งนี้ โรคหัวบาตร หรือ ไฮโดรเซฟฟาลัส มักเกิดในเด็กเล็ก พบได้ทั้งเพศชาย และเพศหญิง โดยในภาษาไทยจะเรียกเด็กที่เป็น โรคหัวบาตร ว่า เด็กหัวแตงโม ซึ่งแพทย์ระบุว่า จากสถิติจะพบเด็กที่เป็น โรคหัวบาตร ได้ในอัตรา 1 ใน 1,000 คนต่อปี ขณะที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ในแต่ละปีจะมีเด็กเข้ารับการรักษา โรคหัวบาตร นี้ไม่ต่ำกว่า 10 ราย

สาเหตุของ โรคหัวบาตร

โรคหัวบาตร เกิดจากได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อวัณโรค ทางพันธุกรรม เกิดภาวะเลือดออกในสมอง ได้รับอุบัติเหตุ ฯลฯ แต่หากพบเด็กที่เป็น โรคหัวบาตร ตั้งแต่กำเนิด สาเหตุมักเกิดจากการอุดกั้นของทางผ่านของน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของท่อที่จะทำให้น้ำไขสันหลัง ที่จะผ่านออกมาจากสมองมีการตีบหรือไม่มีช่องว่าง หรือมีการอักเสบบริเวณท่อน้ำในสันหลัง จนกระทั่งเกิดการตีบขึ้นมา หรือมีความผิดปกติของระบบหลอดเลือด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตัน ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังเสียไป

 อาการของ โรคหัวบาตร

เด็กที่เป็น โรคหัวบาตร จะมีอาการเกร็งที่แขนและขา เดินหรือยืนไม่ได้ จากนั้นศีรษะจะบวมและโตขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับขนาดของลำตัว มีหน้าผากที่โปนเด่นกว่าปกติ หนังศีรษะบางเป็นมัน หลอดเลือดดำบริเวณศีรษะมีขนาดใหญ่ผิดปกติชัดเจน กระหม่อมจะใหญ่มากกว่าปกติ และมักจะตึงมาก

ถ้าจับเด็กนั่ง จะพบว่ากระหม่อมไม่ยุบลง รอยประสานของกระดูกศีรษะจะแยกออกกว้าง ผู้ป่วย โรคหัวบาตร จะร้องครวญครางตลอด เพราะรู้สึกเจ็บและปวดหัวมาก ถ้าอาการ โรคหัวบาตร เป็นรุนแรงมาก จะทำให้ลูกตาทั้งสองข้างมองลงล่าง ทำให้เห็นตาขาวส่วนบนได้ ในรายที่เป็น โรคหัวบาตร มาเป็นเวลนานโดยไม่ได้รับการรักษา จะเกิดความบกพร่องทางประสาท

โรคหัวบาตร ไฮโดรเซฟฟาลัส HYDROCEPHALUS
โรคหัวบาตร

 การรักษา โรคหัวบาตร

โรคหัวบาตร นั้นสามารถรักษาได้โดยการเจาะไขสันหลัง ใส่สายยางเล็กๆ เพื่อดูดน้ำที่อยู่ในสมองออกมา และต่อท่อจากสมองลงมาที่อวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ช่องท้อง หรือผนังเยื่อหุ้มปอด เพื่อระบายน้ำออกแทนจากนั้นต้องให้ยา เพื่อให้ร่างกายหยุดการผลิตน้ำในสมอง ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าเป็นโรคหัวบาตร ได้เร็ว ก็จะสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากรับการรักษา โรคหัวบาตร ล่าช้า ผู้ป่วยจะมีอาการหัวโต เนื่องจากน้ำในโพรงสมองจะเพิ่มขึ้น จนทำให้เนื้อสมองบางลง และส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและร่างกายในที่สุด

และในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย โรคหัวบาตร หรือไฮโดรเซฟฟาลัสได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ ซึ่งจะสามารถตรวจพบขนาดของศีรษะเด็กที่โตผิดปกติได้ ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 12 สัปดาห์ขึ้นไป

การป้องกัน โรคหัวบาตร ของทารกในครรภ์

สำหรับการป้องกัน โรคหัวบาตร ของทารกในครรภ์นั้น อาจารย์จาลีล มิลาน และคณะ จากมหาวิทยาลัยแมนเชนเทอร์ และแลนคาสเทอร์ ประเทศอังกฤษ ได้ทำการศึกษาในหนูทดลองพบว่าการให้โฟเลต (folates) ซึ่งเป็นวิตามิน B ชนิดหนึ่ง มีส่วนช่วยลด โรคหัวบาตร หรือภาวะโพรงน้ำในสมองโต (hydrocephalus) ได้ ดังนั้นจึงได้แนะนำให้หญิงที่จะเตรียมตั้งครรภ์ให้กินกรดโฟลิค ซึ่งเป็นวิตามินสังเคราะห์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของกระดูกสันหลัง (spina bifida) และสมอง

ทั้งนี้สารโฟเลต เป็นวิตามิน B ชนิดหนึ่ง ที่พบมากใน ตับ ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง ผักปวยเล้ง ไข่ เมล็ดทานตะวัน มะเขือเทศ ส้ม และผักผลไม้สดๆ ฯลฯ อย่างไรก็ตามการศึกษานี้เป็นการศึกษาขั้นเริ่มต้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านต่อไป

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ชิคุนกุนยา มารู้จัก โรคชิคุนกุนยา

ชิคุนกุนยา มารู้จัก โรคชิคุนกุนยา


ชิคุนกุนยา มี ยุงลาย เป็นพาหะ


ชิคุนกุนยา มี ยุงลาย เป็นพาหะ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก กระทรวงสาธารณสุข , thaimuslim.com , bangkokhealth.com
เมื่อเร็วๆ นี้เราคงได้ยินข่าวว่าเกิดการแพร่ระบาดของ โรค ชิคุนกุนยา ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนลุกลามไปเกือบทั่วทั้งประเทศแล้วนั้น ทำให้หลายคนแปลกใจไม่น้อยว่า ชิคุนกุนยา นี่คือโรคประหลาดสายพันธุ์ใหม่อะไรหรือเปล่า วันนี้กระปุกดอทคอมจึงอาสาคลายข้อสงสัย ด้วยการนำความรู้เกี่ยวกับ โรค ชิคุนกุนยา มาบอกต่อกันค่ะ


ชิคุนกุนยา มี ยุงลาย เป็นพาหะ

ชิคุนกุนยา  คืออะไร

          “โรค ชิคุนกุนยา ” (Chikungunya) หรือ “โรคไข้ปวดข้อยุงลาย” ไม่ใช่โรคใหม่อะไรหรอกค่ะ แต่เป็นโรคที่อุบัติขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) โดย ชิคุนกุนยา  มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งผู้ที่บรรยายลักษณะของโรค ชิคุนกุนยา  เป็นคนแรกคือ Marion Robinson และ W.H.R. Lumsden ในปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ซึ่งก่อนหน้านั้น 3 ปี เกิดมีการระบาดของโรคในดินแดนที่ราบสูงมากอนดี พรมแดนระหว่างประเทศโมแซมบิก และแทนซาเนียในปัจจุบัน จากนั้นก็พบการระบาดของเชื้อ ชิคุนกุนยา  เป็นครั้งคราวในทวีปแอฟริกา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การแพร่เชื้อโรค ชิคุนกุนยา  ในทวีปแอฟริกานั้น มี 2 วงจร คือ “วงจรชนบท” คน-ยุง-ลิง ซึ่งมีลิงบาร์บูน เป็นโฮสต์ โดยมีการระบาดเล็กๆ เป็นครั้งคราว ก่อนที่คนจะนำเชื้อชนิดนี้ออกมาสู่ชุมชนเมือง ทำให้เกิด “วงจรในเมือง” คน-ยุง กลายเป็นการแพร่ระบาด ชิคุนกุนยา  จากคนสู่คน โดยมียุงเป็นพาหะนั่นเอง

ส่วนการแพร่เชื้อ ชิคุนกุนยา  ในทวีปเอเชียต่างจากในทวีปแอฟริกา เนื่องจากวงจรที่พบคือ“วงจรในเมือง” มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อติดต่อไปสู่คนได้ รูปแบบคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อที่นำโดยยุงลายอื่นๆ ซึ่งอุบัติการของโรคเป็นไปตามการแพร่กระจาย และความชุกชุมของยุงลาย โดยเกิดการแพร่ระบาดในทวีปเอเชียครั้งแรกที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ.1963 (พ.ศ.2506) จากนั้นพบการระบาดเป็นครั้งคราว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2005  – ค.ศ.2006 (พ.ศ.2548 – พ.ศ.2549) พบการระบาดใหญ่ของ ชิคุนกุนยา  ที่หมู่เกาะทางตอนใต้ของอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 237 ราย และประชากรหนึ่งในสามติดเชื้อไวรัส ชิคุนกุนยา 

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549)  พบการระบาดของไวรัส ชิคุนกุนยา  ในประเทศปากีสถาน ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 (พ.ศ.2551) พบการระบาดในประเทศสิงคโปร์ พบผู้ป่วย ชิคุนกุนยา  10 ราย โดยทางการสิงคโปร์ได้ออกมาตราการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด ทางด้านประเทศมาเลเซียพบการระบาดของโรค ชิคุนกุนยา  ในเดือนกันยายน ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) มีผู้ป่วย 1,975 ราย กว่าครึ่งอาศัยอยู่ในรัฐยะโฮร์ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มาจากประเทศอินเดีย และคนมาลาเซียที่เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศอินเดีย

ชิคุนกุนยา ยุงลาย
ชิคุนกุนยา มี ยุงลาย เป็นพาหะ

ในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรค ชิคุนกุนยา 7 ครั้ง ดังนี้

          – ในปี พ.ศ.2531 (ค.ศ.1988) พบการระบาดของโรค ชิคุนกุนยา  ที่จังหวัดสุรินทร์
– ในปี พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) พบการระบาดของโรค ชิคุนกุนยา  ที่จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี
– ในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ.1993) มีการระบาดของโรค ชิคุนกุนยา  3 ครั้งที่จังหวัดเลย นครศรีธรรมราช และหนองคาย
– ในปี พ.ศ.2551 (ค.ศ.2008) พบการระบาดของโรค ชิคุนกุนยา ที่จังหวัดนราธิวาส รายงานผู้ป่วยที่ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ

ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2551 พบรายงานผู้ป่วย ชิคุนกุนยา  รวมทั้งหมด 170 ราย ใน 2 จังหวัด คือนราธิวาส ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ 99 ราย อำเภอเจาะไอร้อง 9 ราย และอำเภอแว้ง 44 ราย และพบที่ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี จำนวน 18 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต

–  ในปี พ.ศ. 2552(ค.ศ.2009) การแพร่ระบาดของโรค ชิคุนกุนยา  พบในจังหวัดพัทลุง

โดยสำรวจพบผู้ป่วย ชิคุนกุนยา ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วย ชิคุนกุนยา  สูงสุดคือระหว่าง 25-34 ปี อาชีพที่พบผู้ป่วย ชิคุนกุนยา  สูงสุดคือกลุ่มเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และอาชีพรับจ้าง อำเภอที่พบผู้ป่วย ชิคุนกุนยา  มากสุดคืออำเภอป่าพะยอม อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน และอำเภอเมือง ตามลำดับ โดยผู้ป่วย ชิคุนกุนยา  ทั้งหมดได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอำเภอนั้น ผู้ป่ว ชิคุนกุนยา  ยทุกรายอยู่ในอาการปลอดภัย นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการแพร่ระบาดของโรค ชิคุนกุนยา  เพิ่มมากขึ้นหลังมีผู้ป่วยเดินทางกลับจากรับจ้างกรีดยางพาราจากจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 พบผู้ป่วยโรค ชิคุนกุนยา สะสมจำนวน 20,541 ราย ใน 23 จังหวัด ยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยพบผู้ป่วยจาก 7 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ตรัง พัทลุง ยะลา นราธิวาส และสตูล

ชิคุนกุนยา ยุงลาย
ชิคุนกุนยา

ที่มาของชื่อไวรัส ชิคุนกุนยา

ชื่อของเชื้อไวรัส ชิคุนกุนยา นั้น มาจากคำในภาษา Makonde ซึ่งเป็นภาษาของชนพื้นเมืองในแอฟริกาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนเหนือของประเทศโมแซมบิก โดยรากศัพท์พื้นเมืองเดิมเรียกว่า kungunvala ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า “That which bends up” สอดคล้องกับลักษณะอาการปวดข้อของโรค ชิคุนกุนยา

สาเหตุของโรค ชิคุนกุนยา

โรค ชิคุนกุนยา เกิดจากเชื้อไวรัส ชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) ซึ่งเป็น RNA Virus จัดอยู่ใน genus alphavirus และ family Togaviridae ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ ดังนั้นจึงมักพบการระบาดของ ชิคุนกุนยา ในช่วงฤดูฝนที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการเพาะพันธุ์ของยุงลาย ซึ่งเมื่อประชากรยุงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการติดเชื้อในยุงลายมากขึ้น โดยพบโรค ชิคุนกุนยา ได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งต่างจากไข้เลือดออก และหัดเยอรมันที่ส่วนมากพบในผู้อายุน้อยกว่า 15 ปี

ชิคุนกุนยา ยุงลาย
ชิคุนกุนยา

การติดต่อของโรค ชิคุนกุนยา

การติดต่อของโรค ชิคุนกุนยา เกิดขึ้นเมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสนั้นจะไปเพิ่มจำนวนมากขึ้นในตัวยุง และเมื่อยุงนั้นไปกัดคนอื่นต่อ ก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรค ชิคุนกุนยา ได้

ทั้งนี้ โรค ชิคุนกุนยา มีระยะฟักตัว 1-12 วัน แต่ช่วง 2-3 วันจะพบบ่อยที่สุด ส่วนในช่วงวันที่ 2-4 วัน จะเป็นช่วงที่มีไข้สูง มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก และสามารถติดต่อกัน ชิคุนกุนยา ได้หากมียุงลายมากัดผู้ป่วยในช่วงนี้ และนำเชื้อไปแพร่ยังผู้อื่นต่อ

อาการของโรค ชิคุนกุนยา

ผู้ที่เป็นโรค ชิคุนกุนยา จะมีไข้สูงอย่างฉับพลัน ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือข้อ ปวดกระบอกตา หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งดูเผินๆ คล้ายกับโรคไข้เลือดออก หรือหัดเยอรมัน แต่จะไม่มีอาการรุนแรงจนถึงขั้นช็อก หรือเลือดออกมากเช่นโรคไข้เลือดออก

อย่างไรก็ตาม โรค ชิคุนกุนยา สามารถเป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่า คือมักจะมีอาการปวดข้อทั้งข้อมือ ข้อเท้า และเป็นข้ออักเสบตามมาด้วย ซึ่งมักจะเปลี่ยนตำแหน่งที่ปวดไปเรื่อยๆ บางครั้งมีอาการรุนแรงมากจนขยับข้อไม่ได้ แต่จะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ หรือบางคนอาจจะปวดเรื้อรังอยู่เป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ และไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อกจนเสียชีวิต

ชิคุนกุนยา ยุงลาย
ชิคุนกุนยา

การรักษาและป้องกันโรค ชิคุนกุนยา

ทุกวันนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับการรักษาและป้องกันโรค ชิคุนกุนยา ดังนั้นการรักษา ชิคุนกุนยาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น หากเป็นไข้ก็ให้ยาลดไข้ หรือหากปวดข้อก็ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น  แต่ล่าสุดได้มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ยาคลอโรควิน (Chloroquin) สามารถบรรเทาอาการที่เกิดจากโรค ชิคุนกุนยา ได้ผลดีเช่นกัน ทั้งนี้ วิธีที่จะสามารถป้องกันโรค ชิคุนกุนยาได้ดีที่สุดก็คือ การกำจัดยุงลายอันเป็นตัวพาหะนำโรค ชิคุนกุนยา โดยต้องหมั่นตรวจดูแหล่งน้ำภายในบ้าน เช่น บ่อ กะละมัง ชาม โอ่งน้ำ ตุ่ม ฯลฯ ควรหาฝาปิดให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงมาวางไข่ หรือให้ใส่ทรายอะเบทในอัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร ลงไปในน้ำก็จะสามารถป้องกันการวางไข่ของยุงลายได้ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาฉีดพ่นหมอกควันตามอาคารบ้านเรือนที่มีแหล่งน้ำขังอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันและกำจัดลูกน้ำยุงลาย พาหะของ ชิคุนกุนยา

นอกจากนี้ ตัวเราเองก็ต้องป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการทายากันยุง หรือใช้สารไล่ยุง และสวมเสื้อผ้าที่ป้องกันไม่ให้ยุงกัด รวมทั้งยังต้องเฝ้าสังเกตอาการของคนรอบข้างว่ามีอาการใกล้เคียงกับโรคชิคุนกุนยา หรือไม่ หากมีอาการคล้ายเคียงหรือต้องสงสัยให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

  จะเห็นว่าแม้โรค ชิคุนกุนยา จะไม่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้คนป่วยได้รับความทุกข์ทรมาน และความรำคาญใจจากอาการปวดได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือกับโรค ชิคุนกุนยา ไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hematidrosis โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

Hematidrosis โรคเหงื่อออกเป็นเลือด

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หลังจากมีข่าวว่า น้องแตม ด.ญ.มันธนันท์ อรุณจันทร์ภักดี วัย 11 ขวบ ป่วยเป็นโรคประหลาด มีเลือดไหลออกทางจมูก ตา ปาก จนทำให้หมดสติไปนั้น ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลศิริราชได้วินิจฉัยว่าจากอาการที่เกิดขึ้น อาจเป็นอาการของโรคเหงื่อออกเป็นเลือด หรือ โรค Hematidrosis วันนี้เราจึงมีเรื่องราวของโรคนี้มาบอกต่อกันค่ะ

 โรคภาวะที่คนไข้เหงื่อออกเป็นเลือด หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า ฮีมาทิดรอซิส “Hematidrosis” หรือ “Hematohidrosis” นั้น ผู้ป่วยจะมีเลือดออกที่บริเวณผิวหนัง รวมถึงเยื่อบุอวัยวะอื่นๆ ซึ่งเคยพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายๆ กันนี้ ทั่วโลก 66 ราย ทั้งในประเทศบราซิลที่พบ 4 ราย ประเทศจีน ประเทศในแถบทวีปยุโรป ฯลฯ  โดยกรณีของน้องแตม ถือเป็นรายที่ 67 ของโลก

โดยในประเทศไทย เคยพบผู้ป่วย โรคเหงื่ออกเป็นเลือด 1 ราย ซึ่งได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ 2 ปีก่อน คือ เด็กหญิงอายุ 14 ปี ปัจจุบันอายุ 16 ปี เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี โดยมีอาการเลือดไหลออกมาจากผิวหนัง ฝ่ามือ หนังศีรษะ ตา ปาก ฟัน โดยเลือดจะไหลออกเป็นพักๆ และจะเกิดความรู้สึกร้อนบริเวณต่างๆ ที่เลือดไหล ซึ่งแพทย์ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก็ไม่พบความผิดปกติในระบบใด และหลังจากแพทย์ได้ให้ยารักษา อาการของผู้ป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเลือดออกอีกเลย

 ทั้งนี้ โรคเหงื่ออกเป็นเลือด มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการเครียดอย่างรุนแรง ทำให้เส้นเลือดฝอยรอบๆ ต่อมเหงื่อ เกิดความเปราะบาง ปริแตก และหากเลือดไหลออกมามาก ก็อาจถึงกับช็อกหมดสติได้

  อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่า โรคเหงื่อออกเป็นเลือด ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะเด็กหญิงในช่วงอายุก่อนมีประจำเดือน คือ ตั้งแต่อายุ 11-14 ปี จะพบผู้ป่วยในช่วงอายุนี้ค่อนข้างมาก นั่นจึงทำให้มีบางรายงาน ระบุว่า โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนก่อนมีประจำเดือน และจากรายงานทางการแพทย์ ยังไม่มีการระบุว่า มีเด็กหรือผู้ใหญ่เสียชีวิตจากการเป็นโรคดังกล่าว

สำหรับการรักษา ผศ.พ.ญ.วาณี วิสุทธิเสรีวงศ์ หัวหน้าสาขาโรคผิวหนัง ภาควิชากุมารเวชฯ โรงพยาบาลศิริราช ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่า โรคเหงื่อออกเป็นเลือด ต้องใช้การรักษาให้หาย หรือสามารถหายได้เอง

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

โรคเอ็มเอส โรคร้ายของหนุ่มสาว

โรคเอ็มเอส โรคร้ายของหนุ่มสาว

โรคเอ็มเอส
โรคเอ็มเอส หรือ โรคปลอกประสาทอักเสบ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หนุ่มสาววัยทำงานทั้งหลาย เคยมีอาการรู้สึกเหน็บชา ไม่มีแรง เห็นภาพซ้อน เดินทรงตัวผิดปกติบ้างไหมเอ่ย ถ้าเคยมีอาการดังที่กล่าวมา คุณอาจจะเสี่ยงต่อการเป็น โรคเอ็มเอส ได้ แล้ว โรคเอ็มเอส คืออะไรกันล่ะ ไปรู้จักกันดีกว่าค่ะ

โรคเอ็มเอส หรือโรคมัลติเพิล สเคอโรซิส (Multiple sclerosis : MS) หรือชื่อภาษาไทยว่า โรคปลอกประสาทอักเสบ เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งระบบประสาทส่วนกลางนี้จะประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง

สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ได้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่า เป็นโรคที่มีความรุนแรง เพราะหากปล่อยไว้นาน ก็อาจพิการได้ถึงร้อยละ 50

สาเหตุของ โรคเอ็มเอส

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคเอ็มเอส นั้น ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า โรคเอ็มเอสเกิดจากปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการติดเชื้อ หรือได้รับเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียบางชนิด ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถแยกแยะได้ถูกต้อง ระหว่างเซลล์ร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม ทำให้แทนที่ภูมิต้านทานจะทำลายเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว กลับไปทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทด้วย จนเกิดอาการอักเสบขึ้นมา

กลุ่มเสี่ยง โรคเอ็มเอส

โรคเอ็มเอส มักพบมากในกลุ่มคนอายุน้อย วัยหนุ่มสาว หรือวัยทำงาน คือช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี ขณะที่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือมากกว่า 55 ปี พบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส น้อยมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงเป็น โรคเอ็มเอส มากกว่าผู้ชายถึงครึ่งเท่าตัว เนื่องจากฮอร์โมนมีความแตกต่างกัน ปัจจุบันทั่วโลกพบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ประมาณ 2,500,000 คน และพบในประเทศไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้น

อาการของ โรคเอ็มเอส

ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จะมีอาการหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดโรค เช่น หากเกิดที่เส้นประสาทตา จะส่งผลต่อการมองเห็น อาจสูญเสียการมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากเส้นประสาทตาอักเสบ จึงทำให้ปวดตา ตามัว ภายในเวลา 1-2 นาที หากเกิดที่ไขสันหลัง หรือสมอง อาจมองเห็นภาพซ้อน มีอาการชาครึ่งตัว แขนขาไม่มีแรง เหน็บชา ปวด หรือปัสสาวะไม่ออก ขึ้นอยู่กับว่าเกิดที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมส่วนไหนของร่างกาย ถ้าเป็นที่สมองส่วนกลางที่ควบคุมการทรงตัว คนไข้อาจมีอาการหัวหมุน หรือวิงเวียนศีรษะได้แต่มักมีอาการอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้หากเป็นมากอาจสูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตได้

ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ จะมีความผิดปกติทางสมองประมาณ 30-70% โดยเฉพาะด้านการกะระยะทาง ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการบริหารงาน ทั้งการแก้ปัญหา การวางแผน การจัดลำดับงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ โรคเอ็มเอส ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส แต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนเป็นหนัก บางคนแสดงอาการเป็นครั้งคราว และผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดอาการขึ้นมาเมื่อไหร่ ลักษณะเช่นนี้จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามสามารถจำแนก โรคเอ็มเอส ตามรูปแบบและความถี่ของอาการได้ ดังนี้

 1.โรคเอ็มเอส ชนิดที่เป็นๆ หายๆ (Relapsing – Remitting MS หรือ RRMS)
 2.โรคเอ็มเอส แบบที่อาการค่อยรุดหน้าในภายหลัง (Secondary Progressive MS หรือ SPMS)
 3.โรคเอ็มเอส แบบที่มีอาการค่อยๆ รุดหน้าตั้งแต่เริ่ม (Primary Progressive MS หรือ PPMS)
 4.โรคเอ็มเอส ระยะเริ่มแรก (Benign MS)

การวินิจฉัย โรคเอ็มเอส

การวินิจฉัย โรคเอ็มเอส ของแพทย์เฉพาะทางประกอบด้วยหลายวิธี คือ

 1.การทดสอบทางประสาทวิทยา (Neurological examination) เช่น สอบถามประวัติอาการในอดีต ตรวจการทำงานของตา การทรงตัว การรับสัมผัส และปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (reflex action) เป็นต้น

 2.การใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging; MRI) ตรวจสแกน ทำให้สามารถมองเห็นภาพของสมองหรือไขสันหลังตำแหน่งที่เยื่อไมอีลินถูกทำลายและมีการสลายตัวเห็นเป็นรอยแผลเป็นในภาพ

 3.การทดสอบทางสรีระวิทยาไฟฟ้าของสมองที่เรียกว่า “Evoked potentials” คือ การตรวจสอบความเร็วจากสิ่งกระตุ้น เป็นต้นว่า เสียงหรือภาพที่ส่งไปยังสมอง หรือความเร็วของการสั่งการจากสมองไปยังอวัยวะอื่นๆ ว่ามีความล่าช้ากว่าปกติหรือไม่อย่างไร

 4.การเจาะไขสันหลังที่เรียกว่า “Lumbar puncture” เพื่อดูดเอาน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ไปตรวจ เพื่อพิสูจน์ว่าเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีจำนวนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่ามันทำงานมากขึ้นเกิดปฏิริยาเล่นงานโจมตีประสาทส่วนกลาง

การรักษา โรคเอ็มเอส

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษา โรคเอ็มเอส ให้หายขาด เนื่องจากมีแผลเป็นในระบบประสาทเกิดขึ้น ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการ โดยชะลอให้อาการต่างๆ ทุเลาลง ด้วยการให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการอักเสบ หรือยาลดความรุนแรงของโรคในกลุ่ม Interferon bata หรือยากดภูมิคุ้มกันบางตัว แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงตามมา

นอกจากนี้ยังมีการแพทย์ทางเลือกเพื่อจะช่วยทุเลาอาการ เช่น การฝังเข็ม (acupuncture), ไคโรแพรกติก (chiropractic),ใช้ยาสมุนไพร (herbal medicine),แนวการรักษาแบบโฮมิโอพาธี (homeopathy) และแนวการรักษาแบบออสทีโอพาธี (osteopathy) ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก โรคเอ็มเอส ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นคนที่เคยเป็นแล้ว ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพื่อเป็นการป้องกันการเป็นซ้ำ และลดความรุนแรงของโรค ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการซ้ำ

ข้อปฏิบัติตัวในการป้องกัน โรคเอ็มเอส

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดของ โรคเอ็มเอส อย่างแน่ชัด ทำให้ไม่ทราบว่าจะป้องกัน โรคเอ็มเอส นี้ได้อย่างไร ดังนั้นการดูแลสุขภาพตัวเอง ทั้งใจและกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ อย่าเครียด เพราะจะทำให้ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้คือวิธีป้องกัน โรคเอ็มเอส ที่ดีที่สุดค่ะ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น